"ความเมื่อยล้าจากหน้าจอ" เผยยอดขาย e-book ในสหราชอาณาจักรลดลง 17% เนื่องจากคนกลับมาอ่านหนั

ยอดขาย e-book ลดลงถึง 204 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา และอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อ Amazon Kindle วางขายครั้งแรก

อัตราการซื้อ e-book ของคนอังกฤษลดลงในอัตราที่น่าตกใจในระยะเวลาเกือบห้าปีมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ความเมื่อยล้าจากหน้าจอ" ที่ทำให้ยอดขายหนังสือเล่ใเพิ่มสูงขึ้น

ยอดขายของผู้อ่าน e-booksลดลง 17% ถึง 204 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา ต่ำสุดนับตั้งแต่ 2011 - ที่ Jeff Bezos (ผู้ก่อตั้ง Amazon) ได้นำเครื่อง Kindle เข้ามาสร้างกระแสในสหราชอาณาจักร

นับเป็นปีที่สองสำหรับการซื้อขาย e-book ที่มีมูลค่าในตลาดถึง 538 ล้านปอนด์ ตกลง 3% เมื่อปีที่แล้ว ผู้คนที่เดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดมักโปรดปรานที่จะได้ใช้เวลากับหนังสือนิยายเล่มเก่าของพวกเขา

"ฉันไม่อยากบอกเลยว่า อนาคตของ e-book ถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว แต่คนอื่นๆ ก็กำลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ถึงการใช้เวลาอยู่บนหน้าจอของพวกเขา" Stephen Lotinga นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ได้กล่าวไว้ในหนังสือประจำปี "ผู้คนส่วนมากเริ่มมีความรู้สึกเหนื่อยล้าจากหน้าจอหรือเมื่อยล้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่ใช้ ดูได้จากในงานสัปดาห์หนังสือที่ทำให้ผู้คนได้ลุกออกจากที่"

ยอดขาย e-book นั้นมีมูลค่าสูงถึง 275 ล้านปอนด์ในปี 2014 คิดเป็นครึ่งหนึ่งของตลาด e-book โดยรวม ทั้งนี้การตกลงของยอดขาย e-book มีผลมาจากยอดขายที่ลดลงของตลาดนิยายที่ร่วงลงถึง 16% เป็นมูลค่า 165 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา

หนังสือสำหรับเด็กที่ขายดีที่สุดที่สุดในปีที่แล้ว คือ หนังสือของ J.K. Rowling (Harry Potter and the Cursed Child) และ David Walliams (The Midnight Gang, The World's Worst Children) ซึ่งช่วยดันยอดขายหนังสือเด็กและ e-book ขึ้นมา 16% เป็น 365 ล้านปอนด์ นอกจากนี้หนังสือเกี่ยวกับอาหารของ Joe Wick (Lean in 15) ก็เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

"เรื่องที่ขายดีในปีที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกับตลาด e-book สักเท่าไหร่" Lotinga กล่าว "ผู้คนชื่นชอบที่ให้้หรืออ่านหนังสืออย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์แบบรูปเล่มมากกว่า หรือตำราปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ และหนังสืออัตชีวิประวัติก็ขายดีมากในฉบับรูปเล่ม เมื่อเทียบกับรูปแบบ e-book)

ยอดขายหนังสือเล่มของหมวดนวนิยาย, สารคดี และหนังสือเด็กเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในปีที่ผ่านมาเป็น 1.55 พันล้านปอนด์ ตลาดหนังสือในสหราชอาณาจักรในระดับมหภาค อย่าง วารสาร ก็มียอดขายเพิ่มขึ้น 8% เป็น 5 พันล้านปอนด์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

"เราเห็นตัวเลขยอดขายหนังสือเล่มเพิ่มขึ้นในปี 2016 แต่ในปีที่ผ่านมา " Lotinga กล่าว

ปัญหาการชะลอตัวการซื้อขายเครื่องอ่าน e-book เชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟน ทำให้ความนิยมใน e-book ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

"การแพร่หลายของสมาร์ทโฟนจอใหญ่และแท็บเล็ต ดูเหมือนว่าจะส่งผลต่อความต้องการของนักอ่าน e-book" Richard Broughton นักวิเคราะห์จาก Ampere กล่าว "อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก การอ่านบนหน้าจอแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนก็ไม่ใช่สิ่งที่สะดวกสบายสักเท่าไหร่นัก"

ปัญหาเกี่ยวกับ e-books สำหรับผู้บริโภคที่อยู่ในอุตสาหกรรมหนังสือในสหราชอาณาจักรค่อนข้างชัดเจน เพื่อยอดขายหนังสือพิมพ์และหนังสือดิจิทัลและวารสารเพิ่มขขึ้น 7% เป็น 4.8 พันล้านปอนด์ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 เมื่อเริ่มมีการขายระบบดิจิตอลเป็นครั้งแรก

ดูเหมือนว่ามูลค่าตลาดหนังสือจะเพิ่มขึ้น 6% เป็น 3.5 พันล้านปอนด์ แต่มาจากยอดขายรวมเล่มที่เพิ่มขึ้น 8% ในขณะที่ยอดขาย e-book ตกลง 3%

ถ้าวัดเฉพาะยอดขายทางระบบดิจิตอล โดยรวมนั้นเติบโตขึ้น 6% เป็นมูลค่า 1.7 พันล้านปอนด์ โดย 35% ของรายได้ทั้งหมดเป็นวารสารวิชาการและวารสารด้านการศึกษาที่จัดจำหน่ายออกมาในรูปแบบ e-book

แม้ว่าตัวเลขที่โตขึ้นนี้จะบ่งบอกถึงความประสบความสำเร็จ แต่ Lotinga ได้เตือนว่า ตลาดยุโรปเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหนังสือในสหราชอาณาจักร คิดเป็นสัดส่วน 35% ของยอดขายในต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นที่ข้อตกลงเรื่อง Brexit (การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร) Theresa May จะต้องช่วยปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยอดขายในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นถึง 6% ในปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านปินด์ คิดเป็น 54% ของรายได้ทั้งหมด

ที่มา: thegurdian